นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการ รัฐสภา กล่าวถึงกระบวนการจัดทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)มาแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ในมาตรา 256 มีบัญญัติไว้ในวรรคที่ 8 ว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลง ที่จะไปกระทบองค์กรอิสระ ต้องทำประชามติ ดังนั้น การแก้ไขเพื่อตั้ง ส.ส.ร. มาแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว ตามญัตติที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอต่อรัฐสภา เพื่อขออาณัติจากประชาชนว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และตั้ง ส.ส.ร.มาแก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ จึงจะต้องดำเนินการจัดการออกเสียงประชามติก่อน

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติอยู่แล้ว แต่การตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างใหม่ทั้งฉบับอีกครั้ง เสมือนเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติอีกหรือไม่นั้น นายชินวรณ์ ชี้แจงว่า บทบัญญัติในการแก้ไขเพิ่มเติม ในวรรค 8 เมื่อรัฐสภา พิจารณาแล้วไม่ให้ความเห็นชอบ ก็จะต้องจัดการออกเสียงประชามติอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยปฏิบัติในรัฐธรรมนูญ 2540 พร้อมย้ำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการจัดการออกเสียงประชามติ เพราะรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจน

ทั้งนี้ สำหรับการตั้ง ส.ส.ร. นั้น จะเป็นการตั้งขึ้น เพื่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 เกือบทั้งฉบับ เนื่องจาก จะไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และ หมวด 2 จึงจะยังคงใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 เป็นฉบับที่ 20 ของประเทศฉบับเดิม ไม่ยกเลิกเพื่อร่างฉบับที่ 21 จึงไม่เข้าเกณฑ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยมีคำวินิจฉัยไว้เมื่อปี 2556 ที่เคยระบุถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ไม่สามารถกระทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ผ่านการออกเสียงประชามติจากประชาชน ดังนั้น การจะยกเลิกเพื่อร่างใหม่ทั้งฉบับ จะต้องจัดการออกเสียงประชามติ เพื่อขอความเห็น-เจตนาประชาชน ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญก่อน