ศูนย์ข่าวศรีราชา-“ฟลุ๊คศรี มณีเด้ง” พร้อมทนายและญาติรายงานตัวตำรวจพัทยา หลังโดนหมายเรียก 2 ข้อหารวด ฐานหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ด้านเจ้าตัวปฏิเสธยืนยันถูกทำร้ายร่างกายขณะถูกควบคุม เตรียมหารือทนายฟ้องกลับ

ล่าสุดเวลา 14.30 น.วันนี้ (15 ธ.ค.) น.ส.มนุษยา เยาวรัตน์ อายุ 29 ปี หรือ “ฟลุ๊คศรี มณีเด้ง” แม่ค้าขายของออนไลน์ชื่อดัง พร้อมด้วย น.ส.ณุมาพร พัฒนพงศธร ทนายความส่วนตัว และครอบครัว เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.กฤชฐา ประทุมแก้ว รอง สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อรับฟังข้อกล่าวหา หลังโดยหมายเรียกในคดีที่กล่าวหาว่า 1.หมิ่นประมาทเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ และ 2.หมิ่นประมาทเจ้าพนักงานด้วยการโฆษณา โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ซึ่งเบื้องต้น น.ส.มนุษยา ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานก่อนจะปล่อยตัวกลับไป ร.ต.อ.กฤชฐา กล่าวว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาไป 2 ข้อหา ก่อนจะออกหมายเรียกซึ่งผู้ต้องหาก็เดินทางเข้าพบตามเวลาที่กำหนด ซึ่งในชั้นนี้ผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธ รับสารภาพ หรือไม่ให้การใดๆโดยจะไปให้การในชั้นศาลก็ได้เพราะถือว่าเป็นสิทธิ์ โดยหลังแจ้งข้อกล่าวหาก็จะทำการพิมพ์ลายนิ้วมือและปล่อยตัวไป จากนั้นก็จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อนำส่งอัยการฟ้องร้องตามขั้นตอน ขณะที่ น.ส.มนุษยา หรือ “ฟลุ๊คศรี” ระบุว่า วันเกิดเหตุยืนยันว่าโดนกระทำเกินกว่าเหตุทั้งๆที่เป็นคดีที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ส่วนที่ขัดขืนเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่นำตัวมาสอบปากคำเหมือนคดีอื่นและจะนำตัวไปคุมขังก่อน ที่สำคัญยังมีการตรวจยึดรถที่ไม่เกี่ยวข้อง และยืนยันว่าถูกทำร้ายร่างกายขณะถูกควบคุม ด้วยการตบหน้า ล็อกคอ และกระชากผม จากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมในห้องขังแน่นอน ซึ่งจะได้มีการปรึกษากับทนายส่วนตัวอีกครั้งว่าจะฟ้องกลับหรือไม่ “รู้สึกแย่กับการที่ถูกกระทำในลักษณะนี้ แถมยังถูกดำเนินคดีเพิ่มอีกถึง 2 ข้อหา ซึ่งหลังจากเป็นข่าวก็ได้รับผลกระทบเพราะทำให้ไม่มีเวลาไปทำมาหากิน โดยการขายสินค้าในเพจ ส่งผลให้ขาดรายได้ไปกว่าวันละ 2-3 พันบาท อีกทั้งเพจส่วนตัวก็ยังถูกบล็อกไปโดยไม่ทราบสาเหตุอีกด้วย ขณะที่ครอบครัวก็ต้องมาเครียดและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” น.ส.มนุษยา กล่าว

ด้าน น.ส.ณุมาพร พัฒนพงศธร ทนายความของ “ฟลุ๊คศรี” กล่าวว่า ได้พูดคุยกับ น.ส.มนุษยา และดูคลิปบางส่วนแล้ว ซึ่งส่วนตัวว่าน่าจะเข้าข่ายที่มีการกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ก็ต้องรอฟังการแจ้งข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ก่อนว่าจะมีคดีใดบ้าง แต่ส่วนตัวมองว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่น่าจะเข้าข่ายความผิด เพราะเป็นการบริโภคไม่ได้เป็นการนำเข้าหรือนำมาจำหน่าย อีกทั้งในวันเกิดเหตุก็น่าจะให้สิทธิ์ผู้เสียหายในเรื่องของการขอพบทนายหรือญาติก่อน อีกทั้งยังมีการตรวจยึดรถไว้ตรวจสอบ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้แจ้งหรือมีคำตอบให้ที่ชัดเจนให้ ขณะที่ปัญหาการทำร้ายร่างกายนั้นหลังจากวันนี้ก็จะไปพูดคุยกับ น.ส.มนุษยา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการต่อสู้คดีในชั้นศาล และจะหารือว่าจะมีการแจ้งความฐานถูกทำร้ายร่างกายหรือไม่