นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงเรื่องการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก 200 คน ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าตนให้ความเห็นยากมาก เพราะ 1 ในเหตุผลที่ตนไม่สนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือกรณีของวุฒิสภา ซึ่งตนเองก็มีทั้งความเข้าใจ หรือไม่เข้าใจในหลักการของการออกแบบว่า จะให้เป็นตัวแทนของใครแบบไหน ซึ่งก็เลยทำให้ตนจะมาให้ความเห็นว่ารายละเอียดจะต้องเป็นอย่างไรนั้นก็ทำได้ยากพอสมควร

“ที่พูดอย่างนี้เพราะเราพยายามจะบอกว่ากลัววุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะไปสะท้อน หรือไปเหมือนกับสภาล่าง และโดยสภาพความเป็นจริงก็คือ ถ้ามีการเลือกตั้งโดยตรงตามพื้นที่ มันยากที่จะป้องกันไม่ให้เรื่องของความเป็นพรรคการเมืองเข้ามาได้ อันนี้ผมเข้าใจ แล้วก็เห็นปัญหามาแล้ว แต่การที่จะบอกว่าไม่เอาตรงนี้นั้น มันก็ต้องไปคิดว่าแล้วจะทำอย่างไรให้มันเป็นลักษณะของผู้แทนอีกแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นประชาธิปไตย ก็คือต้องมีการเลือก หรือมีการสรรหา

ผมเองนั้นผมเคยพยายามเสนอว่า ให้เลือกโดยตรง แต่ให้แบ่งเป็นกลุ่มประชาชน ผมจะไม่ใช้คำว่าอาชีพ ก็คือให้คนมาลงทะเบียนว่า อยากจะมีกลุ่มอะไรอย่างไรบ้าง เพราะมันไม่ใช่อาชีพเสมอไป ซึ่ง 1 ในปัญหาที่ถกเถียงกันก็คือ ความต้องการที่จะให้มีตัวแทนของสตรี หรือผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเป็นอาชีพเสมอไป แล้วก็จะมีวิธีคำนวนอะไรก็ว่าไป นั่นคือเคยมีความคิดที่จะเสนอแบบนั้น แต่ทีนี้ที่เขาร่างออกมามันไม่ใช่แบบนั้น แล้วก็อาจจะต้องมากำหนดว่าสัดส่วนให้มันสะท้อนความใหญ่ของกลุ่ม แล้วก็จะเลือกโดยตรง ก็คือในกลุ่มของตัวเอง อย่างนี้ก็เป็นวิธีหนึ่ง”

“ทีนี้พอเขาเขียนแบบกว้างๆ ในรัฐธรรมนูญ คล้ายๆ ว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพ แต่ว่าเนื่องจากรู้ว่าการแบ่งกลุ่มนี้มันยากก็เลยโยนบอกว่า ก็เอากฎหมายลูกนี้มาเป็นตัวกำหนดในรายละเอียดว่าจะอย่างไร แต่ขณะเดียวกันก็ไปพูดถึงการที่จะต้องคัดเลือกขึ้นมาจากพื้นที่ ก็เลยมีความรู้สึกว่ามันสับสนแล้วว่า ตกลงเราเลือกเป็นตัวแทนกลุ่ม หรือตัวแทนพื้นที่”

“ที่ยุ่งยากขึ้นไปกว่านั้นก็คือ พอเป็นระบบที่เป็นตัวแทนกลุ่ม แล้วการเลือกนี้ มันไม่ใช่เลือกโดยตรง มันเป็นการให้ผู้สมัครเลือกกันเอง ซึ่งก็จะเป็นเรื่องการจำกัดการมีส่วนร่วม แล้วก็เริ่มกังวลว่า พอเลือกกันเอง เดี๋ยวจะมีลักษณะของการฮั้ว ก็เลยไปเขียนในรัฐธรรมนูญว่า เพื่อไม่ให้เกิดการฮั้วนี้ จะกำหนดให้เลือกไขว้ เขาใช้คำว่ากลุ่มนึงไปเลือกอีกกลุ่มนึง หรือจะมีระบบวิธีการคัดกรองเพื่อจะไม่ให้เกิดการฮั้วนี้ พอ สนช. เขามาทำกฎหมาย เขาก็ตัดสินใจว่า เขาไม่เอาเลือกไขว้ ผมไม่แน่ใจว่าเขามีระบบคัดกรองหรือเปล่า กรธ. ก็เลยแสดงความเป็นห่วงว่า แล้วจะป้องกันการฮั้วได้มั้ย”

นายอภิสิทธิ์กล่าวสรุปว่า ทั้งหมดพอเริ่มต้นมา ตนจับหลักไม่ค่อยได้ว่าเขาต้องการจะทำอะไร ซึ่งมันก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว จะคิดอะไรออกมา ก็ต้องมีจุดอ่อนด้วยกันทั้งสิ้น เหมือนเลือกตรงกับเลือกไขว้ เลือกตรงก็กลัวฮั้ว เลือกไขว้ก็มีปัญหาอีกว่าทำไมถึงเอาคนซึ่งอยู่นอกกลุ่ม ไปเลือกอีกกลุ่มนึง แล้วคนที่ได้นี้เขาเป็นตัวแทนใครกันแน่ ตัวแทนของคนเลือก หรือตัวแทนของกลุ่ม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เลยบอกว่าตนให้ความเห็นยากจริงๆ แล้วก็มีความรู้สึกว่า เป็นระบบที่น่าจะมีความยุ่งยาก แล้วก็ยากที่จะได้ตามวัตถุประสงค์อย่างที่ว่า