พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่องค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์เผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2018 กล่าวหาไทยยังมีแรงงานประมงข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อเป็นแรงงานภาคประมง จึงควรให้ใบเหลืองการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) กับไทยต่อไปนั้น

พลโท สรรเสริญกล่าวว่า น่าผิดหวังที่ฮิวแมนไรต์วอตช์เลือกรายงานข้อมูลที่ปราศจากข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ในพื้นที่ พัฒนาการด้านบวก หรือความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการค้ามนุษย์ที่สหรัฐฯ ได้ปรับสถานะของไทยดีขึ้นจากระดับ Tier 3 เป็น Tier 2 Watch List ส่วนอียูก็มีความพอใจในความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทยมากเช่นกัน

พลโท สรรเสริญ กล่าวต่อว่าทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว โดยย้ำว่ารัฐบาลได้ประกาศวาระแห่งชาติ: สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ปี 2561 – 2562 พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย การประกาศใช้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ร.ก. การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เป็นต้น พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติและยกร่างแผนปฏิบัติการว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ออกนโยบายเร่งรัดกระบวนการไต่สวนในคดีความต่าง ๆ  จัดตั้งกองทุนยุติธรรมและกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อฟื้นฟูเยียวยา จ่ายเงินชดเชย และคืนผู้เสียหายสู่สังคม ปรับนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยเน้นด้านสุขภาพ ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นมากกว่า 1 ล้านคนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวกว่า 1 ล้านคน เพื่อคุ้มครองและสนับสนุนให้แรงงานเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการด้านต่าง ๆ ของรัฐ

“นายกฯ ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม ทุกคนและทุกองค์กรก็จะต้องเคารพหลักนิติธรรม สิทธิของผู้อื่นหรือประเทศอื่น โดยดำเนินงานอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ไม่มีวาระซ่อนเร้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และเกิดความร่วมมือที่ดีขึ้นในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล”พลโท สรรเสริญ กล่าว