นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความเฟสบุ๊คภายใต้ชื่อเรื่อง “Thailand RESET หรือ ‘ไทยนิยม’ ?” โดยมีเนื้อหาใจความว่า ผมเขียนในหนังสือ Thailand RESET เสนอแนวคิดนโยบายเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อพัฒนาชุมชนเกษตรกรแบบยั่งยืน ให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ ตัดสินใจเรื่องต่างๆ เองได้ มีวิถีชุมชนที่สะดวกสบายมากขึ้น ต้นทุนการผลิตสินค้าชุมชนลดลง โดยรัฐควรให้แต่ละชุมชนสำรวจตนเองว่าต้องการให้รัฐช่วยในการพัฒนาตนเองอย่างไร จัดทำเป็นโครงการซึ่งเหมาะสมเฉพาะเจาะจงสำหรับชุมชนนั้นๆ (customized development) โดยชุมชนตัดสินเองว่าโครงการใดมีลำดับความสำคัญก่อนหลังอย่างไร แล้วรัฐจัดงบประมาณลงไปช่วยทุกปี ทำทีละโครงการ เรียงไปแต่ละปี

หนังสือ Thailand RESET จัดพิมพ์จำหน่ายในเดือนกันยายน 2560 แต่เนื่องจากผมมีความเชื่อมั่นเหนียวแน่นว่าโครงการทำนองนี้ จะทำให้ประชาชนรากหญ้าลดการไฝ่ฝันนโยบายประชานิยมสารพัด เปลี่ยนเป็นเรียกร้องให้รัฐช่วยให้พึ่งตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงแทน ดังนั้น ถึงแม้ผมจะยังไม่ได้พิมพ์หนังสือดังกล่าว ผมก็ได้ทำข้อเสนอนี้เป็นจดหมายถึงพลเอกประยุทธ์ 2 ครั้ง ผ่านบุคคลที่รู้จักท่าน 2 คน แต่เพื่อนที่นำส่งจดหมายฉบับที่สองบอกผมว่า อย่าไปตั้งความหวังมากนัก เพราะคาดว่าท่านนายกฯ จะส่งไปให้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพิจารณา และหากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่เห็นด้วย ข้อเสนอของผมก็คงค้างขึ้นราเป็นอาหารบูดจานหนึ่งเท่านั้น

เป็นที่น่าเสียดายที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. ไม่ได้สนใจนำเอาแนวคิดนี้ไปใช้ประโยชน์ แต่กลับไปเน้นโครงการเพื่อหวังผลทางการเมืองแทน ในรูปของโครงการบัตรคนจน 11 ล้านใบ และถึงแม้จะถูกวิจารณ์ว่าโครงการบัตรคนจนมีลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมิได้เอื้ออำนวยให้ประชาชนยืนบนขาของตนเองก็ตาม แต่ทีมเศรษฐกิจก็ได้แต่เพียงพยายามดัดแปลงแบบผิวเผิน ออกมาเป็นโครงการบัตรคนจนเฟสสอง ที่อ้างว่าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ที่แท้จริง ในทางปฏิบัติ มีผลเพียงแต่การฝึกอบรมและเปลี่ยนอาชีพใหม่ กับการชักชวนประชาชนให้สร้างหนี้ส่วนตัวเพิ่มเติมเท่านั้น

แต่มาวันนี้ รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ได้เริ่มโครงการที่มีลักษณะคล้ายกับที่ผมเสนอแนวคิดไว้บางส่วน โดยเรียกว่าโครงการ “ไทยนิยม” ซึ่งตามประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการหลายระดับตั้งแต่ระดับชาติลงไปถึงระดับตำบลนั้น ได้กำหนดเป้าหมาย “โครงการ/กิจกรรมลงดำเนินการในพื้นที่ระดับตำบล หมู่บ้าน… ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม”

การเริ่มต้นกระบวนการทำงานที่โฟกัสเจาะลึกลงไปที่ชุมชนอย่างนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี ถึงแม้น่าเสียดายว่ารัฐบาล คสช. ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานกว่า 3 ปีจึงค่อยเริ่มก้าวที่หนึ่งในเรื่องนี้ แต่มาสายก็ยังดีกว่าไม่มา และรับฟังความคิดเห็นคนอื่นไว้บ้าง ก็ดีกว่าตะบี้ตะบันเอาแต่เป้าหมายทางการเมืองเป็นตัวนำ

อย่างไรก็ดี ในการวางเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ผมขอท้วงติงว่า โครงสร้างการบังคับบัญชาตามที่ประกาศ ถึงแม้จะมีจุดเด่นตรงที่มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลเป็นผู้ช่วยเลขานุการและผู้ขับเคลื่อนตัวจริง อันเป็นบุคคลที่มีความสามารถสูงมากก็ตาม แต่อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จตามที่หวัง

เหตุผลคือรูปแบบการขับเคลื่อนที่จะสะท้อนปัญหาเฉพาะของแต่ละชุมชนได้อย่างจริงจังนั้น จะต้องเป็นการคิดอ่านและวางโครงการจากระดับล่างขึ้นไปสู่ระดับบน (bottom up) เพราะระดับล่างเท่านั้นที่จะล่วงรู้ปัญหาและทางแก้ แต่ประกาศกลับมิได้กำหนดให้อำนาจหรือสิทธิขาดแก่คณะกรรมการระดับตำบลหรือหมู่บ้านอย่างจริงจัง โครงสร้างที่ระบุไว้ในประกาศ จึงดูเหมือนจะหนีไม่พ้นการขับเคลื่อนจากระดับบนลงไประดับล่าง (top down) ซึ่งเป็นไปตามวิธีการทำงานปกติของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนิยมธรรมเนียมการรวบอำนาจมานานแล้ว และแน่นอนว่า เมื่อใดที่การเมืองปกติกลับเข้าไปครอบงำกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่เฉพาะนโยบายที่จะ top down แต่โครงการต่างๆ ก็จะ top down ไปด้วย และจะกลายเป็นแหล่งผลประโยชน์ส่วนตนมหาศาลอีกแหล่งหนึ่ง อันจะเป็นมรดกตกทอดจากรัฐบาล คสช. ไปยังรัฐบาลในอนาคต