นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะตัวแทนประธานกรรมการธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการลงนามการบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นบันทึกข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding MOU)ระหว่างคู่สัญญา 5 ฝ่าย ได้แก่ Bank of NovaScotia (BNS),ING Groep N.V (ING),ธนาคารธนชาต (TBANK),บมจ.ทุนธนชาต (TCAP)และธนาคารทหารไทย (TMB) ว่า กระทรวงการคลัง ยินดีสนับสนุนแผนการควบรวมกิจการระหว่าง 2 ธนาคาร และพร้อมที่จะเพิ่มทุนในครั้งนี้ด้วย โดยกระทรวงการคลังจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักด้วย “เนื่องจากแผนควบรวมกิจการเพื่อให้สถาบันการเงินมีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งก็เป็นนโยบายของรัฐบาลและเชื่อว่าการควบรวมที่เกิดขึ้นนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้นด้วย ในการเพิ่มนั้นปกติคลังจะมองที่ความคุ้มค่าหากต้อวเอาเงินลงไปแล้วจะต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดและจะทำให้กิจการธนาคารเติบโต มีมูลค่าเพิ่มขึ้นส่งผลต่อความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินของไทยด้วย “ นายจุมพล กล่าว

Mr.Philippe G.J.E.O. Damas ประธานกรรมการบริหาร TMB กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ทั้ง 2 ธนาคารจะเริ่มเข้าตรวจสอบสถานะการ เงิน (Due Diligence) และการเจรจาเกี่ยวกับสัญญาหลักระหว่างคู่สัญญา ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวยังคงต้องใช้เวลา 2-3 เดือนหรืออาจจะมากกว่านั้น ส่วนใครจะเป็น CEO และการดำเนินการเรื่องของพนักงานจะเป็นอย่างไรนั้นคงอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาต่อไป
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB กล่าวว่า “ภายหลังจากทำ Due Diligence ธนาคารจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นนัดพิเศษเพื่อขอความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นในการเพิ่มทุน ซึ่งผู้ถือหุ้นหลักของธนาคารคือ ING และกระทรวงการคลัง ส่วนสัดส่วนการถือหุ้นและสัดส่วนการเพิ่มทุนจะเป็นเท่าไรนั้นยังไม่สามารถจะระบุได้ เนื่องจากต้องรอการทำDue Diligence ให้เสร็จก่อน ส่วนการโอนหุ้นคาดว่าจะเสร็จภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอนสำหรับผู้ถือหุ้นหลักทั้งกระทรวงการคลัง ING และ TCAP โดยจะมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ 20% หรือมากกว่าหลักการคือ การทำ Due Diligence ต้องเป็นที่พอใจถึงจะเกิดการเพิ่มทุนและการควบรวมต่อไปได้ “นายปิติ กล่าว

ธนาคารทหารไทย

สำหรับทาง TMB นั้น จะเป็นฝ่ายดำเนินการจัดหาทุน มูลค่าประมาณ 1.30-1.40 แสนล้านบาท ทั้งนี้ประมาณ 70% ของเงินทุนที่ต้องจัดหาทั้งหมดนั้น จะมาจากการออกหุ้นเพิ่มทุน และส่วนที่เหลือจะดำเนินการจัดหาด้วยการออกตราสารหนี้ ส่วนการออกหุ้นเพิ่มทุนนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ โดยหุ้นเพิ่มทุนส่วนแรกมูลค่าประมาณ 50,000-55,000 ล้านบาทจะเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ TCAP และ BNS โดยเบื้องต้น คาดว่าหุ้นเพิ่มทุนของ TMB จะมีมูลค่าเท่ากับ 1.1 เท่าของมูลค่าทางบัญชีที่ปรับปรุงล่าสุดภายหลังจากการเพิ่มทุนและกระบวนการต่างๆที่จะมีกำหนดไว้ต่อไปในสัญญาหลัก สำหรับหุ้นเพิ่มทุนส่วนที่เหลือประมาณ 40,000-45,000 ล้านบาทนั้น TMB จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นปัจจุบันของธนาคารโดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นหลักในปัจจุบันของธนาคาร รวมทั้งอาจจะมีการออกหุ้นเพื่อเสนอขายหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นปัจจุบันรายอื่นๆหรือนักลงทุนรายใหม่ในวงจำกัดอีกด้วย

นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร จาก TCAP กล่าวว่า TCAP จะเป็นผู้ถือหุ้นหลักในธนาคารแห่งใหม่มากกว่า 20% โดยจะมีขนาดสินทรัพย์สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งการควบรวมในครั้งนี้จะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและจะสร้างผลตอบแทนตลอดจนกำไรให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ธนาคารธนชาตเองในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญการให้บริการสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ เป็นผู้นำอันดับ 1 ของตลาด เมื่อรวมกับ TMB ที่มีจุดเด่นในการระดมเงินฝาก จะทำให้ธนาคารหลังรวมกิจการมีต้นทุนการทำธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ดีมากขึ้นแล้วยังเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมธนาคารไทยและระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ TBANK กล่าวว่า ในช่วงการควบรวม (Business Integration) ทั้ง 2 ธนาคารควรดำเนินการด้วยความพยายามอย่างที่สุดที่จะลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้น โดยในระหว่างนี้ทั้งสองธนาคารจะยังคงใช้แบรนด์เดิมไปก่อน เมื่อควบรวมกิจการแล้วเสร็จจึงจะมีการศึกษาถึงแบรนด์ใหม่ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของธนาคารภายหลังการควบรวม

ธนาคารทหารไทย

นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ TCAP กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่า ทีมผู้บริหารของทั้ง 2 ธนาคาร จะทำให้การรวมกิจการครั้งนี้เสร็จสิ้นไปด้วยดีด้วยการผนึกกำลังความเชี่ยวชาญชำนาญของทรัพยากรบุคคลเข้ากับจุดแข็งของทั้ง 2 ธนาคาร นำมาเสริมสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับธนาคาร พนักงาน ลูกค้า และผู้ถือหุ้น นอกจากนี้เรายังเล็งเห็นถึงผลประโยชน์และผลตอบแทนที่จะได้รับจากการเป็นผู้หุ้นในธนาคารที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีศักยภาพในการเติบโตมากขึ้นในอนาคตซึ่งจะช่วยเสริมความเป็น Financial Holding Company ชั้นนำของไทยให้กับ TCAP อีกด้วย การรวมกิจการก็จะทำให้มูลค่าตลาดรวมของหลักทรัพย์ (Market Capitalization) เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เป็นหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีสภาพคล่องถือเป็นเรื่องดีต่อผู้ถือหุ้นและเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักลงทุนทั่วไป การรวมกันจะยิ่งทำให้พนักวานของ 2 ธนาคารได้รับโอกาสมากกว่าเดิมจากความท้าทายใหม่ๆเพราะธนาคารจะมีฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น มีผลิตภัณฑ์และบริการที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานของทั้ง 2 ธนาคาร นึงมั่นใจได้ว่าพนักงานจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียบและเป็นธรรม” นายสมเจตน์ กล่าว