ดร. สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊คภายใต้ชื่อเรื่องว่า ‘รฟท.-ปตท. ทำอะไรกันอยู่ ?’ โดยกล่าวว่าขณะนี้โครงการความร่วมมือระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ทางรถไฟจาก อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ไปยังคลังก๊าซในจังหวัดขอนแก่น นครสวรรค์ และลำปาง โดย รฟท. มอบหมายให้ ปตท. เป็นผู้ลงทุนจัดหาหัวรถจักรจำนวน 5 คัน และรถโบกี้บรรทุกก๊าซแอลพีจีจำนวน 125 คัน พร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษาเป็นเวลา 25 ปี และรฟท.จะรับจ้างขนส่งก๊าซแอลพีจีให้ ปตท. โดยใช้หัวรถจักรและรถโบกี้บรรทุกก๊าซแอลพีจีที่ ปตท.จัดหามา

ดร. สามารถกล่าวต่อว่าอย่างไรก็ตาม ปตท.ไม่ต้องการจัดหาหัวรถจักรและรถโบกี้บรรทุกก๊าซเอง ด้วยเหตุนี้ ปตท.โดยฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุงจึงได้เปิดประมูลให้เอกชนผู้สนใจมาเป็นผู้จัดหาและซ่อมบำรุงรักษาแทนตนภายใต้โครงการชื่อ “โครงการจ้างผู้ให้บริการระบบขนส่งทางรถไฟ” ตามประกาศของ ปตท. เลขที่ จคจพ.60164 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการคัดเลือกเอกชนที่เข้าร่วมประมูล แต่การดำเนินการประมูลของ ปตท. มีสิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตดังนี้

1. ไม่มีการเผยแพร่ข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (Terms of Reference หรือทีโออาร์) ทั้งที่โดยทั่วไปการประมูลทุกโครงการจะต้องมีการประกาศทีโออาร์ให้เอกชนผู้สนใจได้รับทราบทางเว็บไซต์ของเจ้าของโครงการ พร้อมทั้งให้ผู้สนใจแสดงความคิดเห็นต่อทีโออาร์ หรือที่เข้าใจกันอย่างแพร่หลายว่าเป็นการทำประชาพิจารณ์ แต่โครงการนี้ไม่มีการประกาศทีโออาร์ เอกชนผู้สนใจจะรู้เนื้อหาสาระในทีโออาร์ก็ต่อเมื่อซื้อซองเอกสารประกวดราคาแล้ว จะเห็นด้วยกับทีโออาร์หรือไม่ก็ต้องทำตามรายละเอียดจำนวนมากในทีโออาร์ ซึ่งหากเอกชนรายใดไม่ได้รับรู้ข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนก็ยากที่จะจัดเตรียมเอกสารได้ทันเวลาและได้ครบตามที่ทีโออาร์ระบุไว้ ทำให้มีเวลาเตรียมพร้อมน้อยมาก

2. ราคากลางอาจสูงเกินความเป็นจริง โครงการดังกล่าวไม่มีการประกาศราคากลางให้เอกชนผู้สนใจรับทราบ ต่างกับโครงการอื่นทุกโครงการที่จะต้องกำหนดราคากลางไว้และประกาศให้ผู้สนใจรับทราบ

ดร. สามารถแนะว่าดังนั้น ปตท. ควรนำเงินจำนวน 2,700 ล้านบาท ไปจัดหาหัวรถจักรจำนวน 5 คัน และรถโบกี้บรรทุกก๊าซแอลพีจีจำนวน 125 คัน พร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษาเป็นเวลา 25 ปี นั่นหมายความว่า ปตท. ควรกำหนดราคากลางในการประมูลหาเอกชนผู้สนใจมาจัดหารถและซ่อมบำรุงรักษาแทนตนเป็นเงินจำนวน 2,700 ล้านบาท ไม่ใช่ 4,600 ล้านบาท มิฉะนั้น จะทำให้ ปตท. ต้องเสียผลประโยชน์จำนวนมาก เพราะหากกำหนดราคากลางเป็นเงินจำนวน 4,600 ล้านบาท และผู้ชนะการประมูลเสนอราคาใกล้เคียงกับราคากลางหรือประมาณ 4,600 ล้านบาท จะทำให้ ปตท. ต้องจ่ายแพงกว่าความเป็นจริงถึง 1,900 ล้านบาท (4,600-2,700) ซึ่งโครงการนี้มีเอกชนผู้สนใจซื้อซองเอกสารประกวดราคาจำนวน 10 ราย แต่สามารถยื่นซองเข้าแข่งขันได้เพียง 2 ราย เท่านั้น คาดว่า ปตท. จะคัดเลือกและทำสัญญากับผู้ชนะการประมูลได้ในเร็วๆ นี้

ดร. สามารถกล่าวทิ้งท้ายว่าด้วยเหตุนี้ “ผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแล รฟท. และ ปตท.เร่งพิจารณาทบทวนโครงการความร่วมมือระหว่าง รฟท. กับ ปตท. ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ให้มีราคากลางที่เหมาะสม และเปิดโอกาสให้เอกชนผู้สนใจจำนวนหลายรายได้เข้าแข่งขันทั้งด้านราคาและคุณภาพกันอย่างจริงจัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการคลังซึ่งถือหุ้น ปตท. อยู่ถึง 51.11% หาก ปตท.สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ก็จะเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวม เรื่องแค่นี้อย่าให้ต้องถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลยครับ”