วันที่ 27 ธ.ค. 2560 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 กล่าวถึงการที่มีพรรคการเมืองอื่นจะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมองว่ามาตรา 44 ขัดรัฐธรรมนูญว่า

หากไปดูในอดีต เวลาเรายื่นคำร้องต่อศาล หรือร้องต่อ ปปช. ในอดีตที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์จะลงรายละเอียดชัดเจนว่า เหตุผล ข้อเท็จจริงประกอบคืออะไร เพราะฉะนั้นตนถึงบอกว่า เราจะต้องมาศึกษากันให้ดีก่อน ไม่ใช่นึกจะบอกว่าไม่พอใจก็จะไปยื่น เราบอกว่าต้องไปดูให้ชัดว่ามันขัด และถ้ามันขัด มันขัดจริงหรือไม่ ช่องทางที่จะยื่นคืออะไร ประเด็นที่มันขัดนี้จะชี้แจงแสดงเหตุผลได้อย่างไร ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่เราจะทำ แต่ถ้าคำสั่งนี้ กฎหมายนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ต้องปฏิบัติ ก็มีเท่านั้น ก็ไม่เป็นไร

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกด้วยว่า สิ่งที่ตนได้เคยท้วงติงเอาไว้ในแง่ผลที่จะกระทบต่อเรื่องการแข่งขันในการเลือกตั้งนั้น โดยส่วนตัวแล้วตนไม่ได้กังวลอะไรเลย แต่มีสิ่งที่เคยท้วงติงไว้คือ

1. คนที่จะออกคำสั่งแบบนี้ ควรจะตรงไปตรงมากับประชาชน บอกความจริงกับประชาชนว่า มันปลดล็อคจริงหรือไม่ มันเท่าเทียมจริงหรือไม่ ส่วนเหตุผลที่มาใช้อ้าง เช่นบอกว่า สมาชิกซ้ำซ้อนกันอยู่นั้น ทาง กกต. ได้สะสางไปหมดแล้ว ในส่วนจำนวนสมาชิกที่บอกว่าหากพรรคการเมืองไม่เริ่มต้นเท่ากัน เหมือนจะผิดหลักการอะไรบางอย่าง ตนก็บอกว่ามันต้องตรงไปตรงมา แล้วต้องทำความเข้าใจหลักความเป็นจริง

ซึ่งหากจะใช้หลักนี้ ตนก็ถามว่าปีหน้า หากมีใครตั้งพรรคใหม่ ทุกพรรคควรจะรีเซ็ตใหม่หมดหรือไม่ และสมมติว่ามีเลือกตั้งอีก 3 ปี 4 ปีข้างหน้า ก็ต้องมารีเซ็ตกันใหม่ทั้งหมดหรือไม่ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะไม่เท่าเทียมกันอีก เรื่องแบบนี้ไม่มีที่ไหนในโลก ไม่มีหลักการที่ไหนที่รองรับ เพราะสมาชิกเก่า สามารถที่จะลาออกไปสมัครพรรคใหม่ได้อยู่แล้ว ถ้ามีพรรคใหม่ที่ดีกว่า และในเรื่องความเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ไม่ว่าพรรคเก่า หรือพรรคใหม่ ก็ต้องไปหาสมาชิกที่จ่ายเงิน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ ในจำนวนเท่ากันหมดนะ ภายใน 6 เดือน ให้ได้จำนวน 500 คน มันไม่มีอะไรที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่เลยตั้งแต่ต้น แต่หากอยากจะออกคำสั่งอะไร มีอำนาจ ถ้าใช้อำนาจนั้นในขอบเขตรัฐธรรมนูญก็ขอให้ทำไป แต่ควรจะบอกความจริงให้กับประชาชนว่ามันคืออะไร

“พอคำสั่งนี้ออกมาเสร็จ จากกรอบเวลาที่มันเคลื่อนไปตรงนี้ ทำให้คนสงสัยว่า จะเลือกตั้งทันหรือไม่ ซึ่งคนในพรรคฯ ก็บอกกับตนว่าไม่ได้มีปัญหา แต่คนที่เคยมาเรียกร้องให้รีเซ็ตพรรค ตอนนี้ก็เริ่มโวยอีกแล้วว่าจะทำไพรมารีไม่ได้ สรุปว่าเราเห็นกฎหมายบ้านเมืองเป็นอะไร ออกมายังไม่ทันบังคับใช้ก็เปลี่ยน พอเปลี่ยนเสร็จ วันเดียวกันก็ยังมีการร้องอีกว่าต้องเปลี่ยนอีก ซึ่งหากมีธรรมาภิบาล ก็จะไม่ทำกันแบบนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

2. ตนไม่อยากให้การเมืองวันข้างหน้ามีปัญหาแบบเดิมๆ ซึ่งตนพูดมาตลอดว่าประชาธิปไตยที่มันล้มเหลวมา เพราะในที่สุดคนที่เข้ามาเล่น เล่นแล้วไม่รักษาหลักของประชาธิปไตย สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นปัญหามาในอดีตก็คือ คนใช้อำนาจรัฐ เพื่อสร้างความได้เปรียบ – เสียเปรียบทางการเมือง เพราะฉะนั้นถ้านี่คือความล้มเหลว หรือจะเรียกได้ว่าเป็นความชั่วร้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และอยากจะปฏิรูป ก็อย่าทำเสียเอง ตนอยากเห็นธรรมาภิบาล และอยากเห็นคนที่มีอำนาจ โดยเฉพาะอำนาจเบ็ดเสร็จ ใช้อำนาจนั้นในขอบเขต ไม่พร่ำเพรื่อ เป็นธรรม มีหลัก และไม่ใช่หลักไปปักขี้เลน ถ้าการใช้อำนาจมันมีปัญหา มันก็เดินหน้าไปได้ยาก