เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2564 นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปลาพลวงชมพู (Tor douronensis)หายาก มีรสชาติดีเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ ม 2,500 – 3,500 บาท ทำให้ปลาชนิดนีสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรใน พืนที่เป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากปลาพลวงชมพูเป็นปลาที่โตช้าวิธีผสมเทียมในแต่ละครังจ้าเป็นต้องใช้พ่อแม่พันธุ์ปลาพลวงชมพูที่รวบรวมจากธรรมชาติ เนื่องจากปลาพลวง ชมพูรุ่นลูกที่น้ามาเลียงเป็นพ่อแม่พันธุ์ยังไม่สามารถน้ามาใช้ในการเพาะพันธุ์ได้เพราะไม่มีความสมบูรณ์เพศ อีกทังขันตอนการฟักไข่แบบเดิมในบ่อซีเมนต์ยังประสบกับปัญหาการติดเชือราท้าให้ไข่มีอัตราฟักเป็นตัวต่้า จึงจ้าเป็นต้องเร่งศึกษาเพื่อพัฒนาการวิจัยในเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

ล่าสุด กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลียงสัตว์น้าจืด ร่วมกับ กองวิจัยและพัฒนาประมงน้าจืด และกองวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์น้า ได้จัดท้า “โครงการพัฒนาเทคโนโลยีระบบเลี้ยงพ่อแม่พันธ์ุและระบบ เพาะพันธุ์ปลาพลวงชมพู” เพื่อดำเนินการศึกษาวิจัย และทางเทคโนโลยีการผลิตลูกปลาพลวงชมพู โดยมีเป้าหมาย ให้พ่อแม่พันธ์ุปลาพลวงชมพูรุ่นลูกมีความสมบูรณ์เพศจนน้ามาใช้เพาะพันธุ์โดยวิธีผสมเทียมได้ และสามารถผลิตไข่ พร้อมลูกพันธ์ุท่ีมีความสมบูรณ์ แข็งแรง มีอัตราการรอดสูง เพียงพอส้าหรับการส่งเสริมให้เกษตรกรจังหวัดชายแดน ภาคใต้นำไปต่อยอดเลียงในเชิงพาณิชย์ อีกทังเป็นการอนุรักษ์ให้สัตว์น้ำชนิดนี้คงอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีแผนการดำเนินการระยะเวลา3 ปี (ปีงบประมาณ2564 – 2566)อีกทังในปี2564ยังได้รับการสนับสนุน งบประมาณในการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) อีกด้วย

ด้าน นายธเนศ พุ่มทอง ผู้อานวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาสูตรอาหารสำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธ์ุปลาพลวงชมพูให้มีความสมบูรณ์เพศ โดยการใช้สารเสริมในกลุ่ม แคโรทีนอยด์ (carotenoid) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบพันธุ์และเพิ่มคุณภาพของไข่ ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึน อีก ทั้งได้มีการพัฒนาระบบฟักไข่ปลาพลวงชมพูแบบราง โดยใช้ระบบน้าไหลผ่านแบบหมุนเวียนที่มีระบบการควบคุม อุณหภูมิของน้ำแบบอัตโนมัติ มีการฆ่าเชื้อในน้ำโดยใช้แสงอัลตราไวโอเลท ตลอดจนพัฒนาต้นแบบระบบการเลี้ยงพ่อ แม่พันธุ์ปลาพลวงชมพูในโรงเพาะฟักอัจฉริยะแบบปิด ที่มีระบบทำความเย็นแบบ Evaporative Cooling System และใช้ระบบน้ำหมุนเวียน (Recirculating water system) ที่มีระบบการควบคุมคุณภาพของน้ำแบบอัตโนมัติทัง ในช่วงระยะเวลาเลี้ยงและระยะเวลาก่อนการผสมพันธ์ุเพื่อให้มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์เพศ ของพ่อแม่พันธุ์ จนกระทั่งสามารถน้ามาเพาะพันธุ์ได้ในที่สุด

สำหรับผลการทดลองเบื้องต้นของการให้พ่อแม่พันธุ์ปลาพลวงชมพูรุ่นลูกที่ได้จากการเพาะพันธุ์ในปี 2556 (รุ่น P0) กินสารเสริมที่มีรงควัตถุแคโรทีนอยด์ และเลี้ในระบบน้ำหมุนเวียน ที่มีการควบคุมอุณหภูมิของน้ำแบบ อัตโนมัติ พบว่าสามารถกระตุ้นให้พ่อแม่พันธ์ุรุ่นลูก (รุ่น P0) มีความสมบูรณ์เพศมากขึ้น พร้อมส้าหรับการผสมพันธุ์ วางไข่และการใช้ทดลองเพาะพันธ์ุ โดยจากผลการทดลองเพาะพันธุ์ในช่วงเดือน มกราคม – มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา สามารถคัดเลือกแม่พันธุ์ปลาพลวงชมพูที่มีไข่สมบูรณ์ได้จำนวน 45 ตัว นำมาเพาะพันธ์ุปลาพลวงชมพูโดยวิธีผสมเทียมจัดทำพัฒนาการเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด สอดรับ กับนโยบายการตลาดนาการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืนเป็นปลาน้ำจืดประจ้าท้องถิ่นในจังหวัดยะลาและนราธิวาส ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเนื่องจาก ราคาสูงถึงกิโลกรัมละดูแลค่อนข้างยาก ซึ่งจากการศึกษาของกรมประมงพบว่าปลาชนิดนีโดยธรรมชาติสามารถวางไข่ได้ปีละ 1 ครัง และได้ไข่เพียง 500 ฟองต่อแม่ ที่ส้าคัญการเพาะพันธุ์ปลาพลวงชมพู จำนวน 8 ครั้งจนประสบความส้าเร็จสามารถรีดไข่ผสมเทียมได้ จำนวน 21 ตัว คิดเป็นร้อยละ 47 ได้ลูกพันธุ์ปลาพลวงชมพูทั้งหมด จ้านวน 12,043 ตัว และยังมีแนวโน้มที่ดี เมื่อพบว่า ในเดือนมิถุนายน – กันยายน สามารถทำการ เพาะพันธุ์ปลาพลวงชมพู ได้อีก 3 ครั้ง

โดยสามารถคัดเลือกแม่พันธุ์ปลาพลวงชมพูที่มีไข่สมบูรณ์ได้จ้านวน 14 ตัว นำมาเพาะพันธุ์ และประสบความส้าเร็จในการรีดไข่ผสมเทียมจ้านวน 8 ตัว คิดเป็นร้อยละ 57 ได้ลูกพันธุ์ปลาพลวง ชมพูทั้งหมด จ้านวน 4,366 ตัว ซึ่งจากผลส้าเร็จของกรมประมงในครั้งนี้นับว่า จะเป็นแนวทางในการพัฒนาด้าน อาหารสำหรับพ่อแม่พันธุ์ตลอดจนการพัฒนาระบบเลียงพ่อแม่พันธุ์และระบบฟักไข่ปลาพลวงชมพูให้มี ประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถผลิตลูกพันธุ์ปลาพลวงชมพูให้ได้ปริมาณมากอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า จากความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่สามารถนำพ่อแม่พันธุ์ปลาพลวงชมพูรุ่นลูกที่ได้จากการเลี้ยงของกรมประมงนำมาใช้เพาะพันธุ์ได้ อีกทังยังเป็นการช่วยฟื้นฟู ทรัพยากรสัตว์น้ำที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ปลาพลวงชมพูในธรรมชาติที่ปัจจุบันมีจ้านวน ลดน้อยลงเรื่อยๆ และที่สัมคัญเป็นการวางระบบการเลี้ยง การจัดการพ่อแม่พันธุ์ปลาพลวงชมพู ให้สามารถผลิตลูกพันธุ์ ปลาได้อย่างต่อเนื่อง ขยายผลไปสู่เกษตรกรให้เลี้ยงในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบได้ในอนาคตต่อไป
ลักษณศักดิ์ โรหิตาจล : ภาพ/ข่าว